แชร์

โบกมือลา 4 สิวตัวร้าย! เปลี่ยนหน้าพังเป็นหน้าปัง

อัพเดทล่าสุด: 25 มิ.ย. 2024
1923 ผู้เข้าชม

โบกมือลา 4 สิวตัวร้าย! เปลี่ยนหน้าพังเป็นหน้าปัง สิวฮอร์โมน สิวแบคทีเรีย สิวเชื้อรา สิวสเตียรอยด์
     แทบทุกคนล้วนเคยประสบกับปัญหา สิว ไม่ว่าจะมากน้อยก็ตามก็ล้วนเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดใจเมื่อพบเห็น การกำจัดสิวบนผิวจึงเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา แต่จะกำจัดสิวได้ถูกจุดก็ต้องรู้ก่อนว่าสิวที่เกิดขึ้นบนหน้าเรานั้นเป็นประเภทไหน TNP จะมาอธิบายถึงลักษณะและวิธีการดูแลของ 4 สิวตัวร้าย ได้แก่ สิวฮอร์โมน สิวแบคทีเรีย สิวเชื้อรา และสิวสเตียรอยด์ มาเปลี่ยนหน้าสิวเป็นผิวใสกันค่ะ!

 1. สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne) 

สิวฮอร์โมนเกิดจากความผันผวนของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ ตลอดชีวิต เช่น การตกไข่ การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน หรือโรคประจำตัว เช่น ถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome: PCOS)

ฮอร์โมนที่เป็นตัวการสำคัญ คือ แอนโดรเจนและเทสโทสเตอโรน

แอนโดรเจน (Androgens) เป็นฮอร์โมนเพศชาย ฮอร์โมนนี้สามารถ กระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้ผลิตน้ำมันส่วนเกินขึ้นมามากเกินไป ซึ่งน้ำมันจะเป็นอาหารเลี้ยงแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว ทำให้เชื้อเติบโตมากเกินไปและอุดตันรูขุมขน

เทสโทสเตอโรน (Testosterone) เป็นฮอร์โมนที่มีทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน เมื่อระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนเพิ่มสูงขึ้น จะกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ส่งผลให้มีหน้ามันเป็นพิเศษ สามารถเกิดสิวได้ง่าย

ในวัยที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่เมื่อมีสิวผดเกิดขึ้นอาจจะเป็นเพราะฮอร์โมนได้ เนื่องจากช่วงวัยนี้ฮอร์โมนมีความแปรปรวนจนทำให้เกิดสิว ในผู้หญิงจะสังเกตได้ง่ายในช่วงรอบเดือน สิวฮอร์โมนจะขึ้นมามากกว่าปกติเนื่องจากฮอร์โมนแปรปรวน มักจะเรียกกันว่า "สิวประจำเดือน" ส่วนผู้ชายจะเป็นสิวฮอร์โมนในช่วงวัยรุ่น หลังจากอายุ 20 ปี สิวก็จะค่อยๆ ลดลง นอกจากนี้หากพ่อแม่เคยเป็นสิวหนักๆ มาก่อนก็สามารถส่งต่อพันธุกรรมนี้ไปยังลูกได้เช่นกัน สาเหตุอื่นๆ ที่มีผลต่อฮอร์โมน เช่น ความเครียด การอดนอน ยาปรับฮอร์โมน และภาวะ PCOS

ลักษณะของสิวฮอร์โมน: มีตุ่มสีแดงขนาดเล็ก สังเกตเห็นได้ตามแนวกราม คาง คอ หรือแก้ม

 การรักษาและดูแลสิวฮอร์โมน 

ยาคุมกำเนิดผู้หญิง (Birth control pill)
ยาคุมกำเนิดในผู้หญิงสมัยนี้นอกเหนือจากความสามารถในการป้องกันการตั้งครรภ์แล้ว ยังสามารถช่วยรักษาระดับฮอร์โมนให้คงที่และลดฮอร์โมนเพศชายได้ ในหลายๆ ยี่ห้อจะมีคุณสมบัติช่วยลดสิวรวมอยู่ด้วย การเลือกซื้อให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนว่าเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่

อนุพันธ์วิตามินเอ (Retinoids)
แบบที่เป็นยาแต้มสิว เช่น Tretinoin, Adapalene และ Tazarotene รักษาสิวฮอร์โมนที่อุดตันและอักเสบ แต่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว ผิวแห้ง และผิวไวต่อแสง

แบบที่เป็นสกินแคร์แต้มสิว เช่น Retinal หรือ Retinol ดูแลสิวอุดตันและอักเสบ อ่อนโยนกว่ายา ใช้เวลาเห็นผลนานกว่ายา

ซาลิไซลิกแอซิด (Salicylic acid)
การดูแลสิวฮอร์โมนควรทำอย่างสม่ำเสมอ ใช้สกินแคร์ควบคู่ไปกับยารักษาสิว เช่น ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิกแอซิด ไม่ควรใช้พร้อมเรตินอยด์ให้สลับวันกันใช้เพื่อลดการระคายเคือง ซาลิไซลิกแอซิดจะช่วยยับยั้งสิว ผลัดเซลล์ผิวใหม่ ให้ผิวเรียบเนียน

ให้ความชุ่มชื้นผิว (Moisturizer)
ผิวที่แห้งจากการใช้ยา ควรบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิว ดูแลเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของสารอุดตันรูขุมขน (non-comedogenic)

กิจวัตรประจำวัน (Skincare routine)

ล้างหน้าทุกวันในตอนเช้าและเย็น
- ใช้ครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกเช้า
ผลิตภัณฑ์รักษาสิวใด ๆ ควรใช้ในปริมาณเท่าเมล็ดถั่ว การทามากเกินไปอาจทำให้ระคายเคืองและทำให้ผิวแห้ง

ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)
- นอนหลับให้เพียงพอในแต่ละคืน
- เครียดให้น้อยที่สุด 
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ลดการดื่มนมและน้ำตาล เนื่องจากนมอาจทำให้สิวอักเสบแย่ลงโดยการกระตุ้นฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในบางคน นมไร้ไขมันและนมพร่องมันเนย เพราะการเอาไขมันออกจากผลิตภัณฑ์นมเข้มข้นจะทำให้พวกมันดูดซึมได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ฮอร์โมนพุ่งสูงขึ้นซึ่งกระตุ้นให้เกิดสิว

 Did You Know รู้หรือไม่? 

อาหารที่มีน้ำมัน ผลิตภัณฑ์จากนมบางชนิด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาล รวมไปถึงเครื่องสำอางที่มีสารก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน เช่น Lanolin, Petrolatum, Vegetable oils, Butyl stearate, Lauryl alcohol, และ Oleic acid อาจมีส่วนทำให้เกิดสิวได้

 2. สิวแบคทีเรีย (Bacterial Acne) 

สิวแบคทีเรียเกิดจากการรวมตัวกันของแบคทีเรียรอบๆ รูขุมขน จากนั้นแบคทีเรียได้เจริญเติบโตมากจนเกินไป ส่งผลให้เกิดการอักเสบที่รูขุมขนและบริเวณโดยรอบ สาเหตุที่แบคทีเรียมีมากเกินไปเกิดจากไมโครไบโอมบนผิวไม่สมดุล เชื้อสิวจึงได้โอกาสบุกขึ้นมาได้

Cutibacterium acnes
แบคทีเรียสิว หรือ C. acnes ชื่อเดิมคือ P. acnes เป็นแบคทีเรียแกรมบวก กินน้ำมันที่ผิวผลิตออกมาเป็นอาหาร โดยปกติแล้วผิวที่สุขภาพดีจะมีการทำงานปกติและระบบไมโครไบโอมบนผิวสมดุล ส่วนผิวมีปัญหาเกิดจากเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วไปจับตัวกับน้ำมันส่วนเกินจากต่อมไขมันสะสมเป็นก้อนแข็งอุดตันรูขุมขนจนกลายเป็นสิวอุดตัน เมื่อไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังไม่สามารถระบายออกได้รูขุมขนจึงเกิดสภาวะขาดออกซิเจนทำให้เชื้อแบคทีเรีย C. acnes เจริญเติบโตได้ดี ระหว่างที่แบคทีเรียกำลังกินอาหารจะปล่อยเอนไซม์ออกมาเพื่อทำลายเซลล์ผิวไปด้วยนั่นเอง ทำให้เซลล์ผิวหนังไม่แข็งแรง เกิดการอักเสบได้ง่าย

สิวแบคทีเรียจะเกิดแบบสุ่ม คาดเดาไม่ได้ อาจเกิดจากการทานอาหารที่มันเยิ้ม คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล หรืออาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า6 เป็นจำนวนมาก ร่างกายจะเกิดการอักเสบและเกิดสิว การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษทางอากาศสูงก็ส่งผลให้พบเจอแบคทีเรียได้มากเกิดการอุดตันรูขุมขนได้ง่าย

ลักษณะของสิวแบคทีเรีย: มีตุ่มนูนแดงขนาดเล็ก หรือมีตุ่มหนองด้วย หากมีการอักเสบมากจะมีก้อนบวมแดงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง

 การรักษาและดูแลสิวแบคทีเรีย 

สิวแบคทีเรียดูแลรักษาคล้ายกับสิวฮอร์โมน มีจุดที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide)
เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ หรือ BPO เป็นยารักษาสิวที่มีประสิทธิภาพ มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและช่วยขจัดสิ่งสะสมในรูขุมขน ทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองได้ โดยทั่วไปสิวแบคทีเรียมักมาในรูปแบบของสิวหัวขาวและสิวหัวดำ เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์มักเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสิวประเภทนี้

เรตินอยด์ (Retinoids)
อนุพันธ์วิตามินเอช่วยลดการอักเสบต่างๆ ที่เกิดจากแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ ขจัดสิ่งอุดตันในรูขุมขน ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว และลดการผลิตน้ำมันส่วนเกิน

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)
ในกรณีที่รุนแรง ยาปฏิชีวนะแบบรับประทาน เช่น Doxycycline และ Azithromycin สามารถช่วยต่อสู้กับการแพร่กระจายของแบคทีเรียได้ ควรใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าอื่นๆ และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก่อนทาน

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การล้างหน้าเช้า-เย็น หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้า ขัดผิดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว เช่น แสงแดดจัด สารเคมี มลภาวะพิษ จะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียลงได้

 Did You Know รู้หรือไม่? 

สิวฮอร์โมนเกิดได้บ่อยและรุนแรงกว่าสิวแบคทีเรีย หากผิวมีสิวเรื้อรังเกิดขึ้นมีโอกาสที่จะเป็นสิวฮอร์โมนมากกว่าสิวแบคทีเรีย นอกจากนี้สิวทั้ง 2 แบบสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เมื่อเกิดสิวฮอร์โมนขึ้นมา สิวแบคทีเรียมักจะเกิดตามมา

 3. สิวเชื้อรา (Fungal Acne) 

สิวเชื้อราหรือสิวยีสต์เกิดจากการอักเสบและการติดเชื้อในรูขุมขน โดยมีเชื้อราหรือยีสต์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Malassezia เป็นตัวการสำคัญในการเกิดสิวชนิดนี้ มักเกิดบริเวณหน้าอก แผ่นหลัง และพบได้ที่คอ ไหล่ และใบหน้าได้ด้วยเช่นกัน ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสิวประเภทนี้ ได้แก่ อากาศร้อนชื้น ความอ้วน ผิวมัน ความเครียด ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง พักผ่อนน้อย หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีรูขุมขนอุดตันจากการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

Malassezia species
สิวเชื้อรามาลาสซีเซีย เป็นเชื้อราประเภทยีสต์ พบได้ที่ผิวหนังของทุกคน แต่หากเชื้อมีการเจริญเติบโตมากผิดปกติ จะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคผิวหนังหลายชนิด เช่น เกลื้อน โรครังแคอักเสบ รวมทั้งโรครูขุมขนอักเสบ เป็นต้น

ลักษณะสิวเชื้อรา: มีผื่นแดงเม็ดเล็กๆ ขนาดใกล้เคียงกัน และอาจมีตุ่มหนองร่วมด้วย แต่ไม่มีลักษณะของสิวอุดตัน (comedones) มีอาการคัน

 การรักษาและดูแลสิวเชื้อรา 

ยาต้านเชื้อรา (Antifungal medications)
ยาที่เหมาะสมในการรักษาจะเป็นยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีทั้งรูปแบบยาทาผิวหนัง และยารับประทาน โดยการรักษามักเริ่มด้วยยารับประทาน เช่น Miconazole เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงกว่ายาทา หลังจากที่ผื่นหายแล้วเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยา Selenium sulfide

ทำความสะอาดถูกวิธี
หลังออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกให้อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีเพื่อป้องกันการหมักหมมของเชื้อ ใช้แชมพูขจัดรังแคหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีสาร Zinc pyrithione หรือสาร Selenium sulfide เป็นส่วนผสม ฟอกให้ทั่วร่างกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง นอกจากนี้ควรใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว ไม่รัดแน่นจนเกินไป และไม่แกะ เกาบริเวณสิวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อรา

 4. สิวสเตียรอยด์ (Steroid Acne) 

สิวสเตียรอยด์ หรือสิวติดสาร มีสาเหตุมาจากการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน การฉีดเข้าผิว การกินยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ รวมไปถึงการสูดดม สเตียรอยด์จะทำให้ต่อมไขมันไวต่อการอักเสบและติดเชื้อ ในบางรายจึงมีการติดเชื้อรา Malassezia folliculitis เกิดเป็นสิวเชื้อราขึ้น

ลักษณะสิวสเตียรอยด์: มีทั้งสิวหัวดำและขาว มีตุ่มแดงและตุ่มหนองอักเสบ ในบางครั้งมีตุ่มก้อนสีแดงบวมขนาดใหญ่ร่วมด้วย

 การรักษาและดูแลสิวสเตียรอยด์ 

ยาต้านเชื้อรา (Antifungal)
หากมีสิวเชื้อราร่วมด้วย รักษาด้วยยาต้านเชื้อรา เช่น Itraconazole (ไอทราโคนาโซล) เป็นยาในกลุ่มยาต้านเชื้อรา ยับยั้งการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์และการเจริญเติบโตของเชื้อราที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในบริเวณต่าง ๆ

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)
ยาในกลุ่ม tetracycline เช่น  doxycycline, minocycline และ tetracycline สำหรับสิวสเตียรอยด์ระดับปานกลางจนถึงรุนแรง ยาปฏิชีวนะเหล่านี้จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียและยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบอีกด้วย การใช้ยากลุ่มนี้ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชเนื่องจากมีความเสี่ยงที่เชื้อจะเกิดการดื้อยา

เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide)
เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์เป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพมากช่วยต้านเชื้อสิวและลดการอักเสบ เหมาะสำหรับอาการที่ไม่รุนแรงมาก

เรตินอยด์ (Retinoids)
เรตินอยด์ หรือกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ เช่น tretinoin, adalpene, tazarotene, retinol ทำงานโดยช่วยสร้างเซลล์ผิวที่แข็งแรงและลดการอักเสบ เหมาะสำหรับอาการสิวที่ไม่รุนแรง ไม่ควรใช้ในระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

 Did You Know รู้หรือไม่? 

สิวสเตียรอยด์สามารถหายเองได้เมื่อหยุดใช้สเตียรอยด์ แต่หากจำเป็นต้องใช้สเตียรอยด์ในการรักษาหรือเพื่อป้องกันผลร้ายแรงอื่นๆ แนะนำให้เข้ารับการรักษาสิวควบคู่การใช้สเตียรอยด์

     สิวฮอร์โมน สิวแบคทีเรีย สิวเชื้อรา และสิวสเตียรอยด์ ไม่ว่าจะสิวประเภทไหนล้วนทำให้ผู้เป็นมีปัญหาหนักใจ แต่หากดูแลรักษาอย่างถูกวิธีก็ช่วยให้ผิวกลับมาเรียบเนียนได้ ไม่ว่าจะเป็นยาตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัช การใช้สกินแคร์ร่วมดูแล การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องทำพร้อมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด อยากได้สกินแคร์ดูแลผิวเป็นสิวโดยเฉพาะติดต่อ TNP COSMECEUTICAL ได้เลยค่ะ เราพร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างจริงใจ


บทความที่เกี่ยวข้อง
Talk GURU เรื่องเครื่องสำอาง : EP 2 Check เลข อย. ง่ายๆด้วยตนเอง
ตลาดความงามนับวันก็ยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทุกวันนี้ ทุกคนมีสมาร์ทโฟน ทำให้สินค้าความงามเข้าถึงง่าย ซื้อง่าย ขายคล่อง แบรนด์ใหม่ๆ ก็ขายได้ ทำให้มิจฉาชีพบางกลุ่มฉวยโอกาสขายเครื่องสำอางปลอม ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
14 พ.ค. 2024
10 อันดับเทรนด์การดูแลผิว ปี 2023 Top 10 Skin Care Trends of 2023
เทรนด์ที่คาดการณ์ในปี 2022 กำลังสร้างกระแสในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น Skin Cycling หรือ Skinimalism ที่เราพอคุ้นๆ และได้ยินกันมาบ้างแล้ว
11 มิ.ย. 2024
R&D Talk นักวิจัยขอเล่าเรื่อง EP.20 การทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ตอน สภาวะทดสอบความคงตัว (Stability testing conditions)
การทดสอบความคงสภาพทางเคมีช่วยให้รู้ถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วยังส่งผลกระทบไปถึงลักษณะทางกายภาพของเนื้อผลิตภัณฑ์อีกด้วย
18 มิ.ย. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้