แชร์

R&D Talk นักวิจัยขอเล่าเรื่อง EP.06 เทคนิคการตั้งตำรับเครื่องสำอาง ตอน โครงสร้างและหน้าที่ของผิว (Structure and Function of Human Skin)

อัพเดทล่าสุด: 24 มิ.ย. 2024
3053 ผู้เข้าชม

     EP นี้จะมาเล่าเกี่ยวกับโครงสร้างผิวของเราว่ามีอะไรบ้าง เนื่องจากสกินแคร์มีความเกี่ยวข้องกับผิว นักวิจัยที่ดีจะต้องรู้ถึงโครงสร้างของผิวก่อนจึงจะทำการคิดค้นสูตรตำรับขึ้นมาได้ เพื่อให้สกินแคร์มีประสิทธิภาพต่อผิวมากที่สุด เดิมทีในทางกฎหมายนั้นเครื่องสำอางไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของผิวหนัง แต่อย่างไรก็ตามเวชสำอางบางอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของผิวหนังได้ รวมไปถึงกลไกการออกฤทธิ์ของสารออกฤทธิ์ต่างๆ ที่บำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก ดังนั้นการเข้าใจโครงสร้างและหน้าที่ของผิวจึงเป็นสิ่งจำเป็น

     ผิวหนังเป็นอวัยวะรับความรู้สึกสัมผัสที่กว้างกว่าอวัยวะรับความรู้สึกอื่นๆ และมีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย พื้นที่ผิวของคนที่โตแล้วจะมีขนาดประมาณ 1.5-2 ตารางเมตร โดยคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 16% ของน้ำหนักตัว ประกอบด้วย 2 ชั้นหลักๆ คือ หนังกำพร้าและหนังแท้ ใต้ชั้นหนังแท้มีชั้นที่ 3 ที่เรียกว่าไฮโปเดอร์มิส ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นส่วนใหญ่และไม่ถือว่าเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง

 ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) 

     หนังกำพร้าเป็นชั้นนอกของผิวหนัง ทำหน้าที่ปกป้องผิวจากอิทธิพลภายนอก ไม่มีหลอดเลือด ประกอบด้วยเคราตินจำนวนมากซึ่งทำหน้าที่สร้างความแข็งแรงให้ผิว หน้าที่พื้นฐานของหนังกำพร้ามีดังต่อไปนี้

  • รักษาปริมาณน้ำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผิว
  • จำกัดการสูญเสียน้ำทางผิว
  • รักษาปริมาณไขมันที่เหมาะสม
  • ปกป้องภูมิคุ้มกัน
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • สังเคราะห์วิตามินดี
  • ปกป้องผิวจากแสง
  • ให้สีผิว
  • ผลัดเซลล์ผิว

หนังกำพร้ามีชั้นผิวแยกย่อยอีก 5 ชั้นหลัก ได้แก่

1. Stratum Corneum (SC) หรือที่เรียกว่า Horny Layer ประกอบด้วยเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ชั้นนี้มีการผลัดเซลล์อย่างต่อเนื่อง เซลล์เก่าจะถูกแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่ไปเรื่อยๆ ชั้นนี้มีความหนามากเมื่อเทียบกับชั้นอื่นๆ ประกอบด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว 15-30 ชั้น

2. Stratum Lucidum (SL) เป็นชั้นบางๆ โปร่งแสงหรือใส ประกอบด้วยเซลล์ผิวที่ตายแล้ว มีลักษณะแบน เรียงกันหนาแน่น 3-5 แถว พบเฉพาะบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าเท่านั้น

3. Stratum Granulosum (SG) หรือ Granular Layer มีความหนา 3-5 ชั้น มีลักษณะค่อนข้างแบน

4. Stratum Spinosum (SS) ประกอบไปด้วยเซลล์ Keratinocyte ที่มีรูปร่างขนาดใหญ่หลายเหลี่ยม คล้ายมีหนามยื่นออกมาจากผิวเซลล์ (Spine) หนา 8-10 ชั้น มีหน้าที่ในการสังเคราะห์ไขมันและโปรตีน

5. Stratum Basale (SB) หรือ Stratum Germinativum อยู่ชั้นล่างสุด หนา 1 ชั้น เป็นชั้นที่เซลล์แบ่งตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างเซลล์เคราติโนไซต์ใหม่ (New Keratinocytes) นอกจากนี้ยังพบเซลล์อื่นๆ ในชั้นนี้ด้วย ได้แก่

  • เมลาโนไซต์ (Melanocytes) มีหน้าที่ผลิตเม็ดสีเมลานินซึ่งเป็นสีน้ำตาลถึงสีดำ ช่วย
    ปกป้องผิวจากแสงอัลตราไวโอเลต (UV) เม็ดสีอื่นๆ เช่น แคโรทีน จะให้สีผิวเหลืองอมส้ม
  • แลงเกอร์ฮานส์ (Langerhans Cells) มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • เมอร์เคล (Merkel Cells) มักจะอยู่ใกล้กับปลายประสาทรับความรู้สึกในชั้น SB ทำหน้าที่เป็นตัวรับสัมผัส

Stratum Corneum SC ผิวชั้นนอกสุดที่เป็นเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ มีโครงสร้างแบบ "อิฐและปูน" 

     อิฐ (Brick) คือส่วนของเซลล์ Corneocytes ภายในประกอบไปด้วยส่วนที่ละลายน้ำ คือ NMF (Natural Moisture Factor) ได้แก่ Amino Acid 40%, Organic Acid 30% และ Others 30% (น้ำตาล, Urea, Glycerin)

     ปูน (Mortar) คือส่วนประกอบที่ละลายน้ำมัน ได้แก่ Ceramides 40%, Cholesterol 30%, Free Fatty Acid 25% และ Cholesteryl Sulphate 5%

     ชั้นหนังกำพร้ามีกระบวนการ Keratinization เป็นกระบวนการผลัดเซลล์ผิว โดยเริ่มสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่ชั้น Basal เรียกว่าเซลล์เคราติโนไซต์ (Keratinocytes) จากนั้นเซลล์ใหม่นี้จะถูกดันขึ้นไปยังชั้นด้านบนเรื่อยๆ ซึ่งรูปร่างและองค์ประกอบของเซลล์จะแตกต่างไปตามแต่ละชั้น เมื่อมาถึงชั้น SG เซลล์จะเริ่มผลิตเคราตินขึ้นมา และเปลี่ยนรูปร่างให้มีลักษณะแบนราบ สุดท้ายเมื่อถึงชั้น SC ก็จะถูกผลัดออกจากผิวในที่สุด ใช้เวลาในชั้น SC ประมาณ 2 สัปดาห์ โดยปกติการผลัดเปลี่ยนของผิวจะใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์ เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง เกิดขึ้นทุกช่วงเวลาในชีวิต หากกระบวนการผลัดเซลล์ผิวถูกรบกวนจะแสดงอาการออกมา เช่น แห้ง คัน และแดง

 Did You Know?  : ผิวเผือก (Albinism) เป็นภาวะที่มีความผิดปกติ มาจากการที่ผิวไม่สามารถสังเคราะห์เมลานินได้ มีลักษณะเฉพาะคือผิวมีสีน้ำนมหรือโปร่งแสง ผมสีซีดหรือไม่มีสี และม่านตาสีชมพูหรือสีฟ้า

 ชั้นหนังแท้ (Dermis) 

     ชั้นหนังแท้ตั้งอยู่ใต้ผิวกำพร้า ทำหน้าที่เป็นโครงพยุงชั้นหนังกำพร้า ส่งสารอาหารและออกซิเจนผ่านทางเส้นเลือดฝอย ประกอบด้วยหลอดเลือด เส้นประสาท อวัยวะรับความรู้สึก ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ รูขุมขน ไฟโบรบลาสต์ซึ่งผลิตเส้นใยคอลลาเจน ตลอดจนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน

     คอลลาเจน (Collagen) มีหน้าที่ให้ความแข็งแรงแก่ผิว มีบทบาทสำคัญในการสมานแผล
     อีลาสติน (Elastin) มีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว

หากเส้นใยเหล่านี้ได้รับความเสียหาย เช่น จากอายุที่มากขึ้น ผิวหนังจะหย่อนยาน ผิวบาง และมีริ้วรอย

 ชั้นใต้ผิวหนัง (Hypodermis) 

     ชั้นไฮโปเดอร์มิสอยู่ใต้ชั้นหนังแท้ ประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่กันอย่างหลวมๆ และไขมัน ทำหน้าที่กันกระแทกเพื่อปกป้องอวัยวะสำคัญจากการบาดเจ็บและป้องกันความหนาวเย็น นอกจากนี้ไขมันยังทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงานสำหรับร่างกายและกำหนดรูปร่างของร่างกาย

     ปริมาณน้ำในผิวกำพร้าและผิวแท้รวมกันอยู่ที่ประมาณ 80% โดยชั้น SC มีปริมาณน้ำต่ำกว่าประมาณ 1030% เมื่อปริมาณน้ำในผิวเป็นปกติ ผิวจะดูเนียน นุ่ม และเปล่งปลั่ง เมื่อปริมาณน้ำในผิวต่ำกว่าปกติ ริ้วรอยจะปรากฎ ผิวจะรู้สึกตึงและแห้ง และอาจมีอาการคันและแดงได้

     ในผิวปกติจะมีการเคลื่อนที่ของน้ำอย่างต่อเนื่องจากชั้นล่างขึ้นไปยังผิวชั้นบนและระเหยออกจากผิวไปในที่สุด โดยการระเหยของน้ำจากชั้นผิวเรียกว่า "Transepidermal Water Loss" (TEWL) และจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปกติผิวจะสูญเสียน้ำอยู่ที่ 300-400 มิลลิลิตรต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 10 หรือ 20 ส่วนของเหงื่อ โดย TEWL นำมาใช้ประเมินการทำงานของเกราะป้องกันผิวได้ด้วย หากผิวได้รับความเสียหาย เกราะป้องกันผิวก็จะเสียหายตามไปด้วย ค่า TEWL จะเพิ่มมากขึ้น หมายความว่าน้ำในผิวระเหยออกไปมากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้ผิวขาดน้ำได้ จึงต้องรักษาระดับน้ำในผิวให้เหมาะสมอยู่เสมอ เนื่องจากน้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผิวเพื่อรักษาความยืดหยุ่นของผิว

     เมื่อผิวแห้งเกินไปก็จะสูญเสียความสามารถในการยืดหยุ่น ทำให้ผิวแตกและลอกเป็นขุยได้ง่ายขึ้น การที่ผิวลอกหมายถึงการผลัดเซลล์ผิวที่เร็วขึ้น กระตุ้นให้เกิดการผลิตเซลล์ผิวมากขึ้น เซลล์ที่กลายเป็นเกราะป้องกันผิวก็จะอ่อนแอลงอย่างมากเนื่องจากเวลาที่ใช้ในการเติบโตไม่เพียงพอ มีผลให้น้ำในผิวยิ่งระเหยออกไปเร็วขึ้น และผิวเกิดใหม่ที่อ่อนแอก็จะไม่สามารถต้านทานสิ่งแปลกปลอมได้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม น้ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเพิ่มระดับความชุ่มชื้นของผิวได้ จำเป็นต้องมีชั้นไขมันป้องกันไม่ให้น้ำระเหยออกจากผิว มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์หลายประเภทที่ทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เช่น Emoilient Humectant และ Occlusive

     ผิวของมนุษย์มีจุลินทรีย์มากมายอาศัยอยู่ หากผิวสุขภาพดีพวกมันจะไม่เป็นอันตรายต่อผิวและยังมีประโยชน์กับผิวอีกด้วย จุลินทรีย์บนผิวแบ่งออกเป็นสองประเภท ได้แก่ จุลินทรีย์ประจำถิ่นและชั่วคราว

 จุลินทรีย์ประจำถิ่น (Resident Flora)

     จุลินทรีย์ประจำถิ่น หรือ Normal Microbiota คือ จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บนร่างกายเรา ทั้งผิว ช่องปาก หรือแม้ในลำไส้  ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดโรค จะช่วยปกป้องโฮสต์จากแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค ความหนาแน่นและสายพันธ์ุของจุลินทรีย์จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความชื้นผิว ปริมาณไขมันและเหงื่อ อาหาร อายุ ฮอร์โมน ยา และอื่นๆ แบคทีเรียที่พบมากที่สุด ได้แก่ Corynebacterium, Streptococcus, Staphylococcus, Neisseria, Peptococcus, Acinetobacter และ Proprionibacterium ขณะที่เชื้อราที่พบมากที่สุดคือ Malassezia

 

 จุลินทรีย์ชั่วคราว (Transient Flora) 

     จุลินทรีย์ชั่วคราว หรือ ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ไม่ก่อโรคหรืออาจก่อโรค ชนิดจุลินทรีย์จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราไปสัมผัส และหากจุลินทรีย์ประจำถิ่นของเรายังแข็งแรงดีก็จะคุมจำนวนประชากรจุลินทรีย์ชั่วคราวไม่ให้ก่อโรคหรือรบกวนผิวได้ แต่ถ้าหากจุลินทรีย์ประจำถิ่นเกิดอ่อนแอหรือถูกรบกวน จุลินทรีย์ชั่วคราวจะเข้ามายึดครองพื้นที่ทำการขยายพันธุ์และก่อให้เกิดโรคในที่สุด

     การบำรุงรักษาจุลินทรีย์ประจำถิ่นซึ่งเป็นเกราะป้องกันผิวของเราให้สุขภาพดี จำเป็นต้องรักษาค่า pH ของผิวให้เหมาะสม โดยปกติแล้วผิวจะมีค่าเป็นกรดเล็กน้อยและมีค่า pH อยู่ระหว่าง 4.5 ถึง 5.5 ซึ่งอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดอ่อนๆ ของผิวเรียกว่า "Acid Mantle" เป็นส่วนสำคัญของชั้นผิวที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวจากแบคทีเรียก่อโรค ค่า pH ที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่ผิวที่แห้งและลอกเป็นขุย และเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรค ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาค่า pH ให้เป็นกรดอ่อนๆ เพื่อสุขภาพผิวที่ดี

     จบไปแล้วสำหรับ EP.06 กับโครงสร้างผิว อีพีนี้เราได้ทราบถึงความสำคัญของผิวและหน้าที่ของผิว เป็นอีกหนึ่งความรู้ที่จะช่วยให้เราดูแลผิวได้อย่างถูกต้อง และไม่ปล่อยให้ผิวถูกทำร้าย กว่าผิวจะฟื้นฟูขึ้นมาได้นั้นใช้เวลานานมาก การบำรุงให้ผิวคงความสุขภาพดี ดีที่สุดค่ะอีพีหน้าเป็นเรื่องประเภทผิวรออ่านได้เลยค่ะ


บทความที่เกี่ยวข้อง
6 นวัตกรรมนำส่งสารสำคัญช่วยเพิ่มจุดขายในสกินแคร์ (Active Delivery Systems)
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะแบรนด์สกินแคร์ไหนๆ ก็ล้วนหาจุดขายที่แตกต่างจากที่อื่นๆ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ TNP ขอแนะนำนวัตกรรมนำส่งสารสำคัญ
11 มิ.ย. 2024
แบรนด์คุณจะไปได้ไกล ด้วยแฟลตฟอร์มน้องใหม่ TIKTOK
แอปพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด หนีไม่พ้น แอป Tiktok ซึ่งมียอดดาวน์โหลดไปแล้วมากกว่า 3000 ล้านครั้ง และมีผู้ใช้งานกว่า 1000 ล้านคนทั่วโลก!!
30 พ.ค. 2024
10 อันดับเทรนด์การดูแลผิว ปี 2023 Top 10 Skin Care Trends of 2023
เทรนด์ที่คาดการณ์ในปี 2022 กำลังสร้างกระแสในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น Skin Cycling หรือ Skinimalism ที่เราพอคุ้นๆ และได้ยินกันมาบ้างแล้ว
11 มิ.ย. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้