แชร์

R&D Talk นักวิจัยขอเล่าเรื่อง EP.20 การทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ตอน สภาวะทดสอบความคงตัว (Stability testing conditions)

อัพเดทล่าสุด: 25 มิ.ย. 2024
16774 ผู้เข้าชม

     วัตถุประสงค์ของการทดสอบความคงตัวในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางคือ เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ ผลิตภัณฑ์สูตรปรับปรุงหรือดัดแปลง เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพทางกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยา (EP18, 19) ตลอดจนการใช้งานและความสวยงามของผลิตภัณฑ์เมื่อเก็บไว้ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม โดยการทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทั้งทางกายภาพและเคมี จะมีการทดสอบหลายสภาวะ เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกว่าจะสิ้นอายุ หรือการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ จะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ผู้บริโภคจึงสามารถวางใจในตัวผลิตภัณฑ์ได้อย่างสบายใจ 

     สภาวะทดสอบความคงตัวจะถูกออกแบบให้แตกต่างต่างกันไปในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางอย่างมีการแยกชั้นได้ง่าย เช่น โฟมล้างหน้า ระยะทดสอบจะสั้น หรือผลิตภัณฑ์ประเภทครีมหรือโลชั่นที่ทำอิมัลชั่นจะแยกชั้นได้ยาก ระยะทดสอบจึงนานกว่า เป็นต้น โดยทุกสภาวะที่ใช้ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีความคงตัวเมื่ออยู่ในการจัดเก็บ การขนส่ง และการใช้งาน

     การทดสอบแบบสภาวะเร่งถูกพัฒนาขึ้นเนื่องจากใช้เวลาทดสอบสั้น สามารถคาดการณ์ความคงตัวของผลิตภัณฑ์ได้ โดยใช้อุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เนื่องจากอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งการสลายตัวของสารในสูตรผลิตภัณฑ์ และระหว่างการทดสอบจะมีเกณฑ์การประเมินผลโดยการตรวจสอบคุณสมบัติทางกายภาพ เช่น

  • สี กลิ่น และลักษณะ
  • การเปลี่ยนแปลงในภาชนะ
  • พีเอช (pH)
  • ความหนืด
  • การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักเนื้อผลิตภัณฑ์


โดยทั่วไปนิยมใช้การทดสอบความคงตัวแบบสภาวะเร่ง 4 แบบ ดังนี้

1) Heating - cooling cycle

     เป็นการใช้อุณหภูมิต่ำสลับสูง โดยเก็บเนื้อผลิตภัณฑ์ในตู้เย็นสลับกับตู้อบ หรือตู้ควบคุมอุณหภูมิที่สามารถตั้งอุณหภูมิและเวลาได้ ทดสอบนาน 1 - 8 รอบ ประเมินผลทุกรอบการทดสอบ โดยการทดสอบที่นิยมใช้ ได้แก่

2) Freeze - thaw cycle

     การทดสอบแบบแช่แข็ง - ละลาย จะเป็นการเพิ่มความเครียดให้ผลิตภัณฑ์อย่างมาก เพื่อดูว่าสามารถทนทานได้หรือไม่ โดยทดสอบกับอุณหภูมิต่ำติดลบ ซึ่งสามารถดูความคงตัวได้เร็วกว่าการทดสอบแบบอื่น ๆ และตรวจพบปัญหาได้เร็วกว่าการทดสอบแบบอุณหภูมิที่คงที่ เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางแบรนด์มีการจำหน่ายในต่างประเทศ หรือกระจายสินค้าไปตามที่ต่าง ๆ สินค้าเหล่านี้จะต้องเผชิญกับอุณหภูมิและความดันระหว่างขนส่งและการเก็บรักษา

ตัวอย่างปัญหาที่ตรวจพบ
  • การแขวนลอย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดการตกผลึกหรือขุ่นมัว
  • ความไม่คงตัวของอิมัลชันและครีม
  • บรรจุภัณฑ์แตกร้าวหรือบิดเบี้ยว
  • ฉลากยับหรือเลือนหาย
  • การกัดกร่อนภายในบรรจุภัณฑ์

     การทดสอบจะคล้ายกับแบบ heating - cooling cycle แต่ใช้อุณหภูมิต่ำติดลบ โดยเก็บเนื้อผลิตภัณฑ์ในตู้เย็นสลับกับตู้อบ หรือ ตู้ freeze thaw chamber

Freeze Thaw Test Chamber สำหรับทดสอบ freeze thaw cycle เพื่อทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ สามารถควบคุมอุณหภูมิร้อนและเย็นได้

3) อุณหภูมิเย็น

     การใช้อุณหภูมิต่ำ เนื้อผลิตภัณฑ์ที่เก็บไว้ในที่เย็นอาจแยกชั้นเนื่องจากตัวทำอิมัลชั่นหรือแวกซ์ตกตะกอนที่อุณหภูมิต่ำ ถ้าเย็นมากน้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งเกิดเป็นเกล็ดโตขึ้นแยกออกจากน้ำมันได้ จึงเป็นการเร่งการสลายตัวของอิมัลชั่น การทดสอบอาจเก็บผลิตภัณฑ์ในตู้เย็น (2-8 องศาเซลเซียส) นาน 1-3 เดือน แล้วนำมาประเมินผล ตัวอย่างเช่น

เก็บเนื้อผลิตภัณฑ์ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ในตู้เย็น นาน 3 เดือน 

ทำการทดสอบ 4 ครั้ง ได้แก่
วันที่เริ่มทดสอบ (Day 0)
ครบ 1 เดือน
ครบ 2 เดือน
ครบ 3 เดือน


ภาพจาก https://siamintercorp.co.th/

Laboratory refrigerator ตู้เย็นสำหรับห้องปฏิบัติการ สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ -15°C ถึง +25°C

4) อุณหภูมิร้อน

     การเร่งอุณหภูมิมีผลต่อเนื้อผลิตภัณฑ์โดยตรง โดยการทดสอบมักจะดำเนินการที่อุณหภูมิ 37°C, 40°C หรือ 45°C ในช่วง 1 - 3 เดือน จากนั้นนำผลิตภัณฑ์มาประเมินผล เนื้อผลิตภัณฑ์ที่ทนความร้อนได้ดีมักจะทนต่อสภาวะแลดล้อมที่อุณหภูมิสูงได้ ตัวอย่างเช่น เก็บเนื้อผลิตภัณฑ์ที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส ในตู้อบ นาน 3 เดือน 

ทำการทดสอบ 4 ครั้ง ได้แก่
วันที่เริ่มทดสอบ (Day 0)
ครบ 1 เดือน
ครบ 2 เดือน
ครบ 3 เดือน

ภาพจาก https://www.indiamart.com/effem-technologies/redline-by-binder.html

Incubator ตู้สำหรับควบคุมอุณหภูมิ สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ถึง 100°C

การทดสอบที่สภาวะปกติจะทำการทดสอบที่อุณหภูมิห้อง ใช้ระยะเวลานานจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยแบ่งการทดสอบออกเป็น 2 แบบ ดังนี้

1) การทดสอบสภาวะปกติแบบระยะสั้น

เป็นการทดสอบที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 3 เดือน มักเห็นการเปลี่ยนแปลงได้น้อยในระยะนี้หรือไม่พบการเปลี่ยนแปลงเลย

ทำการทดสอบ 4 ครั้ง ได้แก่
วันที่เริ่มทดสอบ (Day 0)
ครบ 1 เดือน
ครบ 2 เดือน
ครบ 3 เดือน

2) การทดสอบสภาวะปกติแบบระยะยาว

หรือการทดสอบ real-time เป็นการทดสอบความคงตัวแบบปกติตามอายุการเก็บรักษาจริง ที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 2 ปี ใช้เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์มีความคงตัวจริง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการทดสอบแบบสภาวะเร่งสามารถคาดการณ์ความคงตัวของผลิตภัณฑ์ได้อย่างแท้จริง

ทำการทดสอบ 4 ครั้ง ได้แก่
ครบ 6 เดือน
ครบ 1 ปี
ครบ 1 ปี 6 เดือน
ครบ 2 ปี

     แสงมีผลต่อเนื้อผลิตภัณฑ์โดยตรงเช่นกันกับอุณหภูมิ โดยพลังงานแสงอาจเร่งให้เกิดการซีดจาง การเปลี่ยนสี กลิ่น หรือปฏิกิริยาเคมีบางชนิด สารแต่งสี กลิ่น ตัวทำอิมัลชัน น้ำมันบางชนิด ในสูตรตำรับอาจสลายตัวโดยแสง ทำให้อิมัลชันเปลี่ยนไปจากเดิม จึงควรทดสอบความคงสภาพต่อแสง โดยนำเนื้อผลิตภัณฑ์ใส่ภาชนะใสที่กันฝนและน้ำค้างได้ 

การทดสอบมีดังนี้
กลุ่มที่ 1 นำไปตากแดดนาน 1 สัปดาห์
กลุ่มที่ 2 ตั้งไว้ริมหน้าต่างนาน 3 เดือน
กลุ่มที่ 3 เก็บที่อุณหภูมิห้องและให้พ้นแสง ใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ (control) 

จากนั้นนำมาประเมินผลกันว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือไม่

   โดยทั่วไปแล้วเกณฑ์ที่ใช้ประเมินการทดสอบความคงตัวมักจะเป็นทางกายภาพ ได้แก่ เนื้อ สี กลิ่น ค่ากรด-ด่าง ความหนืด การแยกชั้น เป็นต้น โดยการบันทึกผลมักจะใช้สัญษลักษณ์เพื่อแสดงระดับการเปลี่ยนแปลง เช่น

+ หมายความว่า เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
++ หมายความว่า เปลี่ยนแปลงมาก
0 หมายความว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ตัวอย่างตารางการประเมินผลการทดสอบผลิตภัณฑ์ภายใต้สภาวะอุณหภูมิต่ำสลับสูง

     หากพบว่าผลิตภัณฑ์เกิดการแยกชั้น หรือมีความเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพที่ชัดเจน โดยยังไม่ครบระยะเวลาที่ใช้ในการทดสอบ นักวิจัยและพัฒนาจะสรุปผลการทดสอบว่า ไม่ผ่าน (rejected) จากนั้นจึงทำการแก้ไขปรับสูตร พร้อมกับทดสอบความคงตัวใหม่อีกครั้ง หากครบกำหนดการทดสอบแล้ว เมื่อเทียบกับ ตัวควบคุม (control) ความเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับที่นักวิจัยและพัฒนายอมรับได้ ให้สรุปผลการทดสอบว่า ผ่าน (passed) แล้วกำหนดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์นั้นประมาณ 1- 2 ปี (ระยะเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามประเภทหรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันไป)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

The European cosmetic toiletry and perfumery association Colipa. guidelines on stability testing of cosmetic products. March (2004).

     เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด TNP ใส่ใจในทุกกระบวนการการรักษาคุณภาพ ทุกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจนถึงมือผู้บริโภคมั่นใจได้เลยว่าผ่านการทดสอบคุณภาพทุกขั้นตอนภายใต้มาตรฐานการผลิตระดับสากล สร้างแบรนด์กับทีเอ็นพีวางใจในเรื่องคุณภาพ สนใจสร้างแบรนด์ปรึกษาได้เลย บริการปรึกษาฟรี


บทความที่เกี่ยวข้อง
Aging Society ตลาดผู้สูงวัยยุคใหม่ โอกาสธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มในอนาคต
ประชากรประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคต ทุกๆ 100 คน เราจะพบจำนวนผู้สูงอายุมากถึง 30 คนเลยทีเดียว ในขณะที่สัดส่วนอัตราการเกิดลดน้อยลง
30 พ.ค. 2024
ถอดรหัสผิวสวย รวมลิสต์วิตามินบำรุงผิวที่ดีที่สุด
วิตามินตัวไหนเด็ด ตัวไหนดีแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ช่วยบำรุงผิวสุขภาพไหนช่วยเรื่องอะไรบ้าง มาดูกันเลย
24 พ.ค. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ