แชร์

R&D Talk นักวิจัยขอเล่าเรื่อง EP.23 การทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ตอน การทดสอบความเข้ากัน (Compatibility Test)

อัพเดทล่าสุด: 25 มิ.ย. 2024
5797 ผู้เข้าชม

     บรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางมีหลากหลายรูปแบบมาก ให้ความรู้สึกสวยงามดูหรูหรา เรียบง่ายมินิมอล น่ารักทันสมัยดูวัยรุ่น หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ว่าจะรูปแบบไหนล้วนต้องผ่านการทดสอบความเข้ากันกับเนื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการใช้งานในอนาคต ทีเอ็นพีจะมาเล่าเกี่ยวกับการทดสอบความเข้ากันระหว่างบรรจุภัณฑ์และเนื้อผลิตภัณฑ์ว่าทดสอบอย่างไร

ความเข้ากันได้ของบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และเนื้อผลิตภัณฑ์ (bulk) ต้องเข้ากันได้ทั้ง 3 แบบ คือ

1. การเข้ากันไม่ได้ทางเคมี (Chemical incompatibility)
     วัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์แต่ละชนิดมีส่วนประกอบทางเคมีแตกต่างกัน เช่น ไม้ พลาสติก แก้ว อะคริลิค ฟอยด์ เป็นต้น วัสดุบางชนิดก็สามารถทำปฏิกิริยากับส่วนผสมบางอย่างที่อยู่ในเนื้อผลิตภัณฑ์ได้ ส่งผลกระทบต่อบรรจุภัณฑ์หรือเนื้อผลิตภัณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์เสียสภาพ (สีเปลี่ยน) หรือเนื้อผลิตภัณฑ์เสียสภาพ (สีและกลิ่นเปลี่ยน)

2. การเข้ากันไม่ได้ทางกายภาพ (Physical incompatibility)
     ทั้งบรรจุภัณฑ์และเนื้อผลิตภัณฑ์ที่เข้ากันไม่ได้อย่างรุนแรงจะแสดงผลลัพธ์ทางกายภาพชัดเจนมาก เช่น การซึมออก แตก ร้าว ลอก ละลาย เป็นต้น ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการเลือกบรรจุภัณฑ์ไม่เข้ากับประเภทเครื่องสำอางนั่นเอง เช่น สารกันแดดไม่เข้ากับพลาสติกประเภท PET และเข้ากันได้ดีกับพลาสติกประเภท PP หรือ PCTA มากกว่า หรือขวดรองพื้นที่เป็นพลาสติกจะทำให้เม็ดสีในรองพื้นยึดเกาะกับผนังพลาสติกแต่ขวดแก้วจะไม่มีปัญหานี้ เป็นต้น

3. การเข้ากันไม่ได้ทางชีวภาพ (Bio Incompatibility)
     สารบางชนิดที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์สามารถซึมเข้าไปในเนื้อผลิตภัณฑ์ได้ ทำให้เกิดผลเสียต่อผู้บริโภคที่ใช้เครื่องสำอางดังกล่าว กฎหมายเครื่องสำอางจึงได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการปลดปล่อยสารอันตรายในเครื่องสำอางไว้ โดยสารอันตรายได้แก่ สารเติมแต่งที่ทำจากพลาสติกบางชนิด สารทำละลายตกค้าง สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย ธาตุโลหะอันตราย เป็นต้น ดังนั้น สารที่ซึมผสมกับเนื้อผลิตภัณฑ์เมื่อมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องจึงมีการปนเปื้อนได้น้อยมาก ไม่ส่งผลต่อเนื้อผลิตภัณฑ์ และไม่เกิดอันตรายกับผู้บริโภค เช่น สีในบรรุภัณฑ์ที่ซึมลงในเนื้อผลิตภัณฑ์แต่ไม่ส่งผลให้เนื้อผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสี หรือการปลดปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ในปริมาณที่ไม่เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เป็นต้น

     ในกฎหมายเครื่องสำอางไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับการทดสอบความเข้ากันได้ของบรรจุภัณฑ์และเนื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไว้ เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางมีหลากหลายมาก และมีแบบใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ ทุกปี ทางผู้ผลิตจึงต้องกำหนดขั้นตอนการทดสอบขึ้นมาเอง เพื่อดูความคงตัวของผลิตภัณฑ์ก่อนออกวางจำหน่ายในท้องตลาด 
     เมื่อเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเนื้อผลิตภัณฑ์และความต้องการได้แล้ว ให้ชั่งน้ำหนักบรรจุภัณฑ์เปล่า หลังจากชั่งน้ำหนักแล้ว ให้เติมเนื้อผลิตภัณฑ์ลงไปตามที่กำหนด จากนั้นชั่งน้ำหนักรวมอีกครั้ง และวางผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทดสอบตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน มีการประเมินผลเป็นระยะ ๆ ตามที่กำหนดในวิธีการทดสอบ เมื่อครบกำหนด ให้นำผลิตภัณฑ์มาชั่งน้ำหนักอีกครั้ง เพื่อดูน้ำหนักที่เสียไประหว่างการทดสอบ
     การประเมินผลจะดูจากความเปลี่ยนแปลงของบรรจุภัณฑ์และเนื้อผลิตภัณฑ์ระหว่างการทดสอบควบคู่กับน้ำหนักที่หายไป
  • ให้ผ่าน (Passed) หากสังเกตจากภายนอกไม่มีการรั่วซึม และเนื้อ สี กลิ่น ของผลิตภัณฑ์ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  • ไม่ผ่าน (Rejected) หากเกิดการรั่วซึม หรือเนื้อ สี กลิ่น ของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

สภาพแวดล้อมที่ใช้ทดสอบมีดังนี้
1. ทดสอบแบบ Heating - cooling cycle
     เป็นการทดสอบที่ใช้เวลาทดสอบน้อยและเห็นผลได้ชัดเจน โดยมีอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งปฏิกิริยา ใช้อุณหภูมิต่ำสลับสูง โดยเก็บผลิตภัณฑ์ในตู้เย็น 4°C นาน 24 ชั่วโมง สลับกับตู้อบ 45°C นาน 24 ชั่วโมง หรือตู้ควบคุมอุณหภูมิที่สามารถตั้งอุณหภูมิและเวลาได้ ทดสอบนาน 1 - 8 รอบ ประเมินผลทุกรอบการทดสอบ 

2. ทดสอบแบบ Freeze - thaw cycle
     การทดสอบแบบแช่แข็ง - ละลาย จะเป็นการเพิ่มความเครียดให้ผลิตภัณฑ์อย่างมาก เพื่อดูว่าสามารถทนทานได้หรือไม่ โดยทดสอบกับอุณหภูมิต่ำติดลบ ซึ่งสามารถดูความเข้ากันได้เร็วกว่าการทดสอบแบบอื่น ๆ และตรวจพบปัญหาได้เร็วกว่าการทดสอบแบบอุณหภูมิที่คงที่ เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางแบรนด์มีการจำหน่ายในต่างประเทศ หรือกระจายสินค้าไปตามที่ต่าง ๆ สินค้าเหล่านี้จะต้องเผชิญกับอุณหภูมิและความดันระหว่างขนส่งและการเก็บรักษา ตัวอย่างปัญหาที่ตรวจพบ เช่น บรรจุภัณฑ์แตกร้าวหรือบิดเบี้ยว การกัดกร่อนภายในบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น การทดสอบจะเก็บผลิตภัณฑ์ในตู้เย็น -20°C นาน 24 ชั่วโมง สลับกับตู้อบ 25°C นาน 24 ชั่วโมง หรือ ตู้ freeze thaw chamber ทดสอบนาน 1 - 8 รอบ ประเมินผลทุกรอบการทดสอบ

3. ทดสอบแบบอุณหภูมิเย็น
     การทดสอบนี้จะใช้ระยะเวลาที่นานถึง 3 เดือน โดยอยู่ที่อุณหภูมิเดิมตลอดเวลา ทดสอบโดยเก็บผลิตภัณฑ์ในตู้เย็น 4°C นาน 3 เดือน ดูผลการเปลี่ยนแปลงทุก 1, 2, และ 3 เดือน 

4. ทดสอบแบบอุณหภูมิร้อน
     การเร่งอุณหภูมิมีผลต่อผลิตภัณฑ์โดยตรง โดยการทดสอบมักจะดำเนินการที่อุณหภูมิ 30°C, 40°C หรือ 45°C นาน 3 เดือน และดูผลการเปลี่ยนแปลงทุก 1, 2, และ 3 เดือน ผลิตภัณฑ์ที่ทนความร้อนได้ดีมักจะทนต่อสภาวะแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงได้ 
5. ทดสอบแบบอุณหภูมิห้อง
     การทดสอบที่อุณหภูมิห้องใช้ระยะเวลานานจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง เริ่มทดสอบที่ 3 เดือนจนถึง 2 ปี ดูผลการเปลี่ยนแปลงทุก 3, 6, 12, 18, และ 24 เดือน เป็นการทดสอบแบบ real-time ตามอายุการเก็บรักษาจริง

6. ทดสอบใต้แสง
     บรรจุภัณฑ์ที่มีสีมีโอกาสเปลี่ยนสีได้เมื่ออยู่ภายใต้แสงยูวี จากสีขาวอาจจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือสีสดใจที่อาจจะซีดลงเป็นต้น ทดสอบโดยเก็บผลิตภัณฑ์ใต้แสงยูวี 7 วัน จากนั้นดูการเปลี่ยนแปลง ส่วนอีกการทดสอบคือ เก็บผลิตภัณฑ์ภายใต้แสงจากไฟฟลูออเรสเซนต์นาน 1 เดือน แล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสีผลิตภัณฑ์
 

     การทดสอบหารอยรั่วของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทุกประเภท เช่น ขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระปุก ซองฟอยล์ หลอด แท่ง เป็นต้น โดยใช้เครื่อง Leak tester ตัวเครื่องทำงานแบบสุญอากาศ โดยดูดอากาศออกจากถังเพื่อให้เกิดสุญญากาศ และความแตกต่างของอากาศในถังกับบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอากาศในบรรจุภัณฑ์ที่มีแรงดันมากกว่าจะวิ่งหาทางออก เพื่อปรับให้อากาศภายในถังและบรรจุภัณฑ์มีแรงดันเท่ากัน หากมีรอยรั่วก็จะสามารถเห็นฟองอากาศ หรือของเหลวที่ไหลออกมาตามรอยรั่ว

เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด TNP ใส่ใจในทุกกระบวนการการรักษาคุณภาพ ทุกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจนถึงมือผู้บริโภคมั่นใจได้เลยว่าผ่านการทดสอบคุณภาพทุกขั้นตอนภายใต้มาตรฐานการผลิตระดับสากล สร้างแบรนด์กับทีเอ็นพีวางใจในเรื่องคุณภาพสนใจสร้างแบรนด์ปรึกษาได้เลย บริการปรึกษาฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง
R&D Talk นักวิจัยขอเล่าเรื่อง EP.21 การทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ตอน การทดสอบทางชีวภาพ (Microbial test)
EP. นี้ จะพูดถึงวิธีการทดสอบทางจุลชีววิทยา เชื้อจุลินทรีย์ และสารกันเสียที่ใช้ในเครื่องสำอาง ระหว่างเปิดใช้ผลิตภัณฑ์ ความคงสภาพทางชีวภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ
18 มิ.ย. 2024
Scrub มีกี่ประเภท? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับผิวคุณ
กลุ่มผลิตภัณฑ์สครับ ผลัดเซลล์ผิว ทั่วโลก มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สร้างมูลค่า 60355 ล้านบาทในปี 2022 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 81700 ล้านบาทภายในปี 2028
30 พ.ค. 2024
R&D Talk นักวิจัยขอเล่าเรื่อง EP.26 กระบวนการผลิตเครื่องสำอาง (Production Process)
กว่าจะมาเป็นเครื่องสำอางที่อยู่ในมือผู้บริโภค สินค้าจะต้องผ่านกระบวนการที่เข้มงวดตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ใน EP. 26 นี้ TNP ได้สรุปกระบวนการผลิตเครื่องสำอางแบบเข้าใจง่าย
20 มิ.ย. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้